ความรู้คอมพิวเตอร์

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ความรู้คอมพิวเตอร์Thiscomputer

ความรู้คอมพิวเตอร์ กรณีที่ระบบ WAN มีลิงก์ความเร็วต่ำ เราสามารถสร้าง Global Catalog Server ขึ้นมาใหม่ เอาไว้สำหรับช่วยงานภายในไซต์ (Site) เพื่อให้ยูสเซอร์สามารถพิสูจน์ตนเองและล็อกออนเข้ามา รวมทั้งการสอบถามข้อมูลที่จำเป็น เครื่อง Global Catalog Server บนโดเมนคอนโทรลเลอร์ A และได้ทำการเรพลิเคตข้อมูลบางส่วนมาเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่นด้วย

ตรวจสอบ Global Catalog

จากที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า Global Catalog Server มีความสำคัญมากตัวหนึ่ง เพราะเป็นตัวตรวจสอบยูสเซอร์นั้นว่าเป็นสมาชิกของ Universal Group ประเภทใด? ให้ทำการพิสูจน์ตนเองและล็อกออนเข้าสู่ระบบได้ เมื่อเราสร้างโดเมนคอนโทรลเลอร์เครื่องแรกที่ติดตั้งฟอเรสต์ เครื่องนี้จะมีหน้าที่เป็น Global Catalog Server โดยปริยาย

การตรวจสอบ Global Catalog Server เริ่มต้นไปที่ Start screen และคลิกไทล์แอพ Active Directory Sites and Services

Operation Masters (FSMO)

ใน Active Directory ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าถึงและอัพเดตข้อมูลบนโดเมนคอนโทรลเลอร์ตัวใดก็ได้ แม้ว่าโดเมนคอนโทรลเลอร์จะถูกตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่าย แต่เมื่อกลับมาเชื่อมต่อในเครือข่ายก็จะเรียกคืนข้อมูลและอัพเดตข้อมูลซึ่งเป็นการถ่ายโอนข้อมูลทั่วฟอเรสต์ เรียกว่า Multi – master update แต่ถ้าผู้ดูแลระบบเข้ามาอัพเดตข้อมูลขัดแย้งกัน ข้อมูลแต่ละชุดก็จะถูกถ่ายโอนไปยังโดเมนคอนโทรลเลอร์ทั้งหมด จึงมีการแก้ปัญหาโดยกำหนดให้มีโดเมนคอนโทรลเลอร์หนึ่งเครื่องมาทำหน้าที่เป็น Operation Masters (FSMOs : Flexible Single – Master Operations)

Active Directory กำหนดให้ Operations Master มี 5 บทบาท

คือ Schema master, Domain naming master, Relative identifier (RID) master, Primary domain controller emulator และ Infrastructure master

โดยสามารถแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ระดับ คือ Forest – Wide Operation master และ Domain – Wide Operation Roles

Forest – Wide Operation Roles

คือ ทั้งฟอเรสต์ต้อมีโดเมนคอนโทรลเลอร์ 1 เครื่องที่ทำหน้าที่ Schema master และ Domain naming master

– Schema Master : Schema เป็นพาร์ทิชันย่อยที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล Active Directory โดยจะเก็บข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวกับคลาสของออบเจ็กต์เอาไว้ ทำให้ทราบว่าออบเจ็กต์ในแต่ละคลาสมีแอตทริบิวต์เป็นอะไรบ้าง และโดเมนคอนโทรลเลอร์ที่เป็น Schema Master เท่านั้นที่สามารถอัพเดต แก้ไข หรือเปลี่ยแปลงข้อมูลใน Schema Partition ได้ เช่น ถ้าต้องการเพิ่ม ClassSchema หรือ AttributeSchema ใหม่ จะต้อทำใน Schema Master เท่านั้น หลังจากนั้นข้อมูลจะถูกเรพลิเคตไปยังโดเมนคอนโทรลเลอร์ (DC) อื่นบนโดเมน กล่าวโดยสรุปคือ มีหน้าที่ควบคุมการอัพเดต การเปลี่ยแปลงโครงสร้าง Schema ของ Active Directory และที่สำคัญจะต้องมี Schema Master เป็นเพียงเครื่องเดียวในฟอเรสต์นั้น

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทำความสะอาด และซ่อมแซมรีจิสตรี้รีจิสตรี้มีส่วนสำคัญมากๆ โดยจะเก็บค่าต่างๆ

ของวินโดวส์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Control Panel, User Interface, Computer Management, Driver, SAM และอื่นๆ เป็นต้น

 

สำหรับรีจิสตรี้เองคุณสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ

ผ่านรีจิสตรี้ได้โดยตรง แต่มีคำเตือนห้ามปรับแต่งรีจิสตรี้เอง ถ้าหากคุณไม่มีความรู้มากพอในการแก้ไข หรือปรับแต่งรีจิสตรี้ เพราะไม่เช่นนั้นวินโดวส์ตัวโปรดของคุณอาจพังหรือบูตไม่ขึ้นก็เป็นได้ โดยปกติแล้วกระบวนการทำงานของรีจิสตรี้แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ

1. การเพิ่มค่ารีจิสตรี้ คือกระบวนการติดตั้งโปรแกรม (ProgramsInstallation), การอัพเดตแพทช์วินโดวส์ (Windows Update),การปรับแต่งค่าวินโดวส์ (Windows Setting), คอมฯ ติดมัลแวร์ (MalwareInfection) และอื่นๆ

2. การลบค่ารีจิสตรี้ คือกระบวนการถอนการติดตั้งโปรแกรม (ProgramsUninstallation), การลบแพทช์วินโดวส์ (Patch Delete), การเรียกคืนวินโดวส์(Windows Restore), การกำจัด หรือลบมัลแวร์ (Malware Delete) และอื่นๆ

ดังนั้นถ้าหากกระบวนการทำงานข้างต้นเกิดข้อผิดพลาดขึ้นส่งผลให้รีจิสตรี้เกิดความเสียหายได้ ตัวอย่างเช่นการถอนการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ถูกวิธีออกจากคอมพิวเตอร์ก็ทำให้ค่ารีจิสตรี้บางค่าไม่ถูกลบออกจากรีจิสตรี้ซึ่งค่ารีจิสตรี้ส่วนนี้ก็จะเป็นแค่รีจิสตรี้ขยะ หรือที่แย่ไปกว่านั้นรีจิสตรี้ขยะกลายเป็นรีจิสตรี้เออเรอร์ (Registry Error)

โดยรีจิสตรี้เหล่านี้จะเป็นภาระอันแสนหนักอึ้งของคอมพิวเตอร์ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้า วินโดวส์พังอีกด้วยไฟล์ข้อมูล และรีจิสตรี้ไม่ได้ถูกจัดเรียง

ไฟล์ข้อมูลไม่ได้ถูกจัดเรียง หรืออยู่แบบกระจัดกระจาย

เกิดจากการที่คุณเก็บไฟล์ข้อมูลไม่เป็นหมวดหมู่ และการลบไฟล์ข้อมูลเพราะทุกครั้งที่มีการเก็บ และลบไฟล์ข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์โดยพื้นที่ฮาร์ดดิสก์มีโครงสร้างเก็บไฟล์ข้อมูลเป็นแบบเซ็กเตอร์ (Sector)ซึ่งการเก็บไฟล์ข้อมูลแต่ละไฟล์จะถูกเก็บบนเซ็กเตอร์แต่ละเซ็กเตอร์เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ ตามขนาด Cluster Size หรือขึ้นอยู่กับระบบไฟล์ที่ถูกใช้งาน ตัวอย่างเช่น FAT,FAT32 และ NTFS เป็นต้น