“ ดาราในปี 2562 ต้องกล้าคิดนอกกรอบ “

 การย้ายค่ายของเราดารา นักร้องมักอยู่ที่เหตุผลของตัวเองเป็นหลัก เช่น หมดสัญญาแล้วก็อยากไปแสวงหาประสบการณ์จากใครอื่นหรือไม่อาจมีปัญหาภายในแล้วก็ไปหาที่ที่เขาสามารถรองรับเราได้ มีตัวอย่างให้เห็นจากอดีตมากมาย

 

      ทาทา ยัง ออกจากแกรมมี่มาอยู่ที่โซนี่-บีอีซีเทโร

ได้ตอบเป็นนักร้องอินเตอร์ดังกระหึ่มทั่วเอเชียทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวันฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซียและประเทศอื่นๆอีกมากมาย เพียงหนึ่งปีที่ ทาทา ยัง ออกจากแกรมมี่ ทาทา ยัง ทำรายได้ให้กับตัวเองมากกว่า 50 ล้านบาทได้มากกว่าที่อยู่แกรมมี่ตลอดห้าปีตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักร้องนี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่ไปได้สวยเฮงมากๆ ว่าไปแล้วก็รณี ทาทา ยังต้องบอกว่าเธอทั้งเก่งและเฮงบวกกันโดยเฉพาะความสามารถของตัวเองนั้นสูงยืนอยู่ในจุดไหนก็เอาตัวรอดได้เสมอ ถ้าหากว่า ทาทา ยัง เข้าค่ายอาร์เอสหรือแกรมมี่ซึ่งตอนนี้ทั้งสองค่ายยักษ์ก็จะมองให้ลึกว่าจะเอา ทาทา ยังมาเพิ่มเป็นรายได้เสริมด้วยวิธีไหนถ้าเป็นไปตามกฎของค่ายเพลงที่เป็นอยู่ เช่น ส่วนแบ่งจากการขายเทปคอนเสิร์ตที่ได้ไม่มากมายนัก ทิม ยัง พ่อของเธอคงไม่ยอมเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ทาทา ยัง ได้สร้างมูลค่าให้กับตัวเองอย่างมากมายมหาศาลยิ่งในต่างประเทศทาทายังถือว่าเป็นศิลปินอันดับต้นๆของเอเชีย 

      ความเป็นจริงมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ว่า ถ้าบ้านอบอุ่นลูกจะไม่หนีออกจากบ้าน

ถ้าค่ายที่สังกัดอยู่อบอุ่น ไม่มีหรอกที่ดาราศิลปินในสังกัดจะหนีไปไหนได้แต่ก็มีอีกเหตุผลที่ว่าที่เจ้าของค่ายคิดคือ ศิลปิน ดารา ไม่ยอมรับในสภาพที่เกิดขึ้นจริงขอในสิ่งที่ให้ไม่ได้ ปัญหาการโยกย้ายจึงเกิดขึ้นจะไม่เป็นหรือเกิดขึ้นอีกอย่างที่เห็น และในระบบของช่องสาม ช่องเจ็ดยุคใหม่ถือว่าให้เกียรติดาราเป็นอย่างมากคือ เป็นค่ายที่อบอุ่นที่ดาราเกือบทุกคนในวงการอยากไปร่วมงานด้วย คุณภาพของละครก็ออกมาดีโดยตลอด และอีกทั้งยังส่งเสริม สนับสนุนเหล่าดารานักแสดงที่มีฝีมือให้แสดงออก นักร้อง-ดาราย้ายช่อง ยังจะมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ แม้จะบอกว่าไม่ใช่ลูกในไส้ ย้ายมาแล้วเขาก็ไม่หนุนเต็มที่ก็อย่าเพิ่งไปหวั่นไหวขอแค่ตัวเองทำงานให้เต็ม 100% ผลสะท้อนที่กลับมาจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน     

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆจากเว็บ แทงมวยสด

มือถือของคุณยุค 4.0 ควรมีลักษณะอย่างไร

โทรศัพท์ในยุคนี้กลายเป็นที่นิยมและต้องมีติดตัวแทบทุกคน ซึ่งหาน้อยมากที่จะมีคนไม่ใช้มือถือ เพราะมือถือเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่สำคัญสำหรับยุคนี้ไปแล้ว มือถือเป็นการติดต่อที่มีสามารถติดต่อกันได้หลากหลายช่องทางโดยมีการผ่านเข้าระบบมือถือของเรา ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม มือถือล้วนสามารถติดต่อเชื่อมเข้าหากันได้ 

และนอกจากจะโทรคุยกันได้แล้วนั้นเรายังสามารถมองเห็นหน้าของกันและกันได้อีกด้วย ซซึ่งเราสามารถรู้ความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายผ่านระบบมือถือนั่นเอง

นอกจากที่เราจะใช้ติดต่อสื่อสารกับคนที่เราต้องการสื่อสารเหล่านั้นแล้ว

เรายังสามารถใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆได้อีกด้วย อย่างเช่นสามารถทำธุรกรรมทางการเงิน หรือสามารถทำงานในบางเรื่องผ่านมือถือเหล่านี้ 

การจองที่พัก หรือการช้อปปิ้งเราสามารถทำผ่านมือถือได้โดยง่ายดาย เพียงแค่เข้าแอพโทรสับหรือแอบของการทำธุรกรรมต่างๆก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสเพียงเท่านั้น ดังจะกล่าวถึงประโยชน์ของมือถือดังต่อไปนี้ว่าพวกมันสามารถทำอะไรได้บ้าง และคุณควรเลือกใช้แบบไหนถึงจะเหมาะสมกับยุค 4.0 นี้

          หลักการที่เราเห็นประโยชชน์ของมันมากที่สุดนั่นก็คือการเอาไว้โทร พูดคุย ติดต่อสื่อสาร เพื่อเป็นการพูดถึงหรือพูดคุยในเรื่องราวต่างๆได้อย่างง่าย

หากมีการกดปุ่มโทรออกหรือเป็นการกดปุ่มผ่านแอพใดแอพหนึ่งท่านก็จะสามารถติดต่อพูดคุยธุระกับบุคคลที่ท่านต้องการสื่อสาร โดยที่ไม่ต้องเดินทางหรือขับรถไปอย่างสมัยก่อน       

   

 มือถือในสมัยนี้นิยมนำมาถ่ายภาพหรืออัดคริปวีดีโอเพื่อเป็นการบันทึกเรื่องราวต่างๆ

เราสามารถบันทึกข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือวีดีโอ ซึ่งนั้นเป็นข้อดีที่สุดในยุคนี้เลย เพราะจะมีการบันทึกเพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังถ่ายและบันทึกเพื่อเป็นความทรงจำว่าวันหนึ่งเคยมีเรื่องราวที่เราบันทึกไว้ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตามแต่ แต่มันจะคอยเตือนเราได้เป็นอย่างดี หรือเป็นความทรงจำเหมือนกับการถ่ายรูปแบบสมัยก่อน ซึ่งสมัยนี้สามารถ่ายได้ง่ายกว่าและเร็วกว่า และก็ยังได้นานโดยไม่ต้องกลัวข้อมูลจะหายไป หรือจะเต็ม เพราะเราสามารถถ่ายเยอะได้ตามต้องการ

          สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ หรือสามารถบอกในสิ่งที่เราต้องการจะรู้ได้ โทรสับเหล่านี้มีแอพต่างๆมากมาย ซึ่งแอพเหล่านี้เป็นการสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของเรา หรือเพื่อเป็นความอำนวยความสะดวกให้แก่เราน้นเอง กล่าวคือหากมีการอยากทราบไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เราสามารถเสริทหาข้อมูลเหล่านั้นได้ เปรียบเสมือนกันโทรสับของเราคือห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่มากห้องหนึ่ง เพราะเขาจะรวมทุกสิ่งบนโลกใบนี้ไว้ในข้อมูลเหล่านั้น 

นอกจากนั้นท่านยังหาเพื่อนต่างแดนหรือต่างประเทศ ได้อีกด้วยนะ

 

สนับสนุนโดย แทงบอลออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 100

ประวัติโทรศัพท์มือถือน้องใหม่มาแรง  vivo

หลายคนคงคุ้นเคยโทรศัพท์มือถือน้องใหม่มาแรงยี่ห้อ vivo กันมาบ้างแล้ว

เพราะตอนนี้กำลังมีโฆษณาตามสื่อต่างๆ หลายคนก็ใช้ยี่ห้อนี้ เพราะรูปทรงก็สวย และราคาไม่แพง แต่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นชินกับโทรศัพท์มือถือยี่ห้อนี้สักเท่าไหร่ วันนี้จะจะพามาดูประวัติของโทรศัพท์มือถือยี่ห้อนี้กันว่าเป็นใครมาจากไหน 

สำหรับโทรศัพท์มือถือยี่ห้อง vivo นั้นเป็นโทรศัพท์มือถือแบรนด์จีนใช้กับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 

โดยมีการก่อตั้งบริษัทมาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ซึ่งถ้านับมาจนถึงปัจจุบันก็ 24 ปีมาแล้ว โดยบริษัทมีการก่อตั้งที่ประเทศจีน ทำการตลาดอยู่ที่จีน และเริ่มมีการขยายตลาดออกมายังต่างประเทศ

ซึ่งประเทศไทยคือหนึ่งในนั้น โดยตอนนี้เราจะเห็นโฆษณาทั้งตามสื่อสิ่งพิมพ์  โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ หรือแม้แต่การติดป้ายประกาศตามร้านค้าหรือในห้างสรรพสินค้าต่างๆมากมาย

ช่วงที่ก่อตั้งบริษัทวีโว่ขายสินค้าประเภทสินค้าอิเลคโรนิคส์มาตลอด เช่น เครื่องเล่น MP3 MP4 หรือพวกฟีเจอร์โฟนภายใต้ยี่ห้อ ปู้ปู้เกา หลังจากนั้นได้มีการพัฒนามาทำเกี่ยวกับสมาร์ทโฟน

โดยใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งสินค้าตัวแรกที่ผลิตคือ รุ่น vivo x1  โดยผลิตเมื่อปี ค.ศ. 2011 โดยบริษัทวีโว่มีศูนย์วิจัยและพัฒนาเป็นของตัวเอง ซึ่งมีจำนวนพนักงานมากว่า 800 คนที่ร่วมกันทำงานอยู่สำหรับความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการผลิตนั้น บริษัทวีโว่มีการดูแลการผลิตและมีการทดสอบมาตรฐานของสินค้าเหมือนกับโทรศัพท์มือถือยี่ห้ออื่นๆเช่นกัน เช่น หาข้อบกพร่องการในการทำงานของเซนเซอร์ว่ามีความผิดปกติหรือไม่

ทางบริษัทวีโว่จะทำการทดสอบการกดบนหน้าจอมือถือมากกว่าสามแสนครั้งเลยทีเดียว

หรือการทดสอบการใช้งานโทรศัพท์มือถือว่าเหมาะกับการใช้งานที่อุณหภูมิที่เท่าไหร่  โดยมีการทดลองนำโทรศัพท์เข้าตู้อบแล้วลองปรับอุณหภูมิ เช่น ถ้าความเย็นปรับให้เย็นถึง -25 องศาเซลเซียส ส่วนถ้าร้อนก็มีการปรับให้ร้อนถึง 75 องศาเซลเซียส เพื่อทดสอบว่าโทรศัพท์มือถือของวีโว่ ถ้าต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ไม่ใช่อุณหภูมิที่ปกติจะสามารถใช้งานได้ปกติอยู่หรือไม่ โดยทางบริษัทวีโว่ได้ผ่านมาตรฐานด้านการผลิตจนได้รับ ISO 9001 มาแล้ว

ปัจจุบันบริษัทวีโว่ มีการวางจำหน่ายโทรศัพท์มือถือภายใต้แบรนด์ vivo ไปหลายประเทศด้วยกัน

เช่น ไทย จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย  และพม่า และสำหรับในประเทศไทย มีหลายรุ่นมากที่ประชาชนสนใจซื้อมาใช้งาน ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม และรองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่สำคัญราคาไม่แพงมากนัก ประชานระดับกลางถึงระดับล่างสามารถจับต้องได้จึงทำให้เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

         สำหรับโทรศัพท์มือถือแบรนด์ vivo ปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ตามร้านมือถือทั่วไป หรือตามห้างสรรพสินค้าทุกแห่ง หากสนใจสามารถแวะไปเยี่ยมชมและทดลองใช้งานก่อนติดสินใจซื้อได้นะคะ

คอมพิวเตอร์เบื้องต้น

– Fault Tolerance เนื่องจากภายในโซนจะมี Primary Name Server และ Secondary Name Server ถ้าเกิดเหตุการณ์เครื่องแรกมีปัญหา (Down) เครื่อง Secondary Name Server ยังทำงานแทนได้ (เรียกว่าระบบ Redundancy) ทำให้ไคลเอนต์ยังสอบถามเรคอร์ดต่างๆ บนโดเมนได้

– Load Balancing เป็นการแบ่งเบาภาระของ Primary Name Server โดยการกำหนดให้ไคลเอนต์บางส่วนเข้าใช้บริการสอบถามเรคอร์ด (SRV, SOA) ที่อยู่ในโซนจากเครื่อง Secondary Name Server

– Distribution เป็นการกระจายทราฟฟิกบนระบบเน็ตเวิร์กโดยเฉพาะระบบ WAN ซึ่งมีความเร็วต่ำกว่า LAN โดยติดตั้งเครื่อง Secondary Name Server เอาไว้ที่สำนักงานสาขาที่มีเครื่องไคลเอนต์อยู่จำนวนมาก เพื่อให้ไคลเอนต์เหล่านั้นใช้บริการบนเครื่องนี้ไม่ต้องสอบถามเรคอร์ดบน Primary Name Server ผ่านเครือข่าย WAN ซึ่งมีลิงก์ต่ำ และยังเพิ่มปริมาณทราฟฟิกหรือช่องทางการจราจรให้ระบบอีกด้วย

– Caching Only Server เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่มีข้อมูลของโซนไฟล์ และไม่มีการเรพลิเคตข้อมูลจาก Primary Name Server เนื่องจาก Caching Only Server จะเก็บเรคอร์ดของโซนไฟล์ที่แมปชื่อได้ไว้ในหน่วยความจำแคช (Cache Memory) การทำงานพื้นฐานจะคล้าย Web Caching กล่าวคือ เมื่อไคลเอนต์สอบถามเรคอร์ดที่ต้องการ เซิร์ฟเวอร์ไม่มีข้อมูลของโซนไฟล์ จึงทำการสอบถามไปยังเครื่อง Name Server อื่น แล้วเก็บข้อมูลที่ได้มาไว้ในหน่วยความจำแคช (Cache Memory) ในครั้งต่อไปถ้ามีการสอบถามเรคอร์ดเดิม ก็สามารถส่งข้อมูลให้ไคลเอนต์ได้ทันที ในการใช้งานจะต้องกำหนด Forward Name Server ให้กับเครื่อง Caching Only Server สำหรับส่งต่อการร้องขอไปยัง Name Server อื่น หรือบนอินเทอร์เน็ตที่มีโซนไฟล์อยู่

ประเภทของ DNS Zone

DNS Server จะแบ่งโซนไฟล์ออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันดังนี้

– Primary zone เป็นการกำหนดให้เซิร์ฟเวอร์เครื่องนี้ทำงานที่เป็น Primary DNS Server หรือ Name Server หลักของระบบ มีหน้าที่เก็บฐานข้อมูล คือ โซนไฟล์ (Zone File) ประกอบด้วยทรัพยากรเรคอร์ด (Resource Record) ของโดเมนที่รับผิดชอบไว้ จะมีชื่อไฟล์ ชื่อโซน .dns และเก็บอยู่ในตำแหน่ง windows\system32\dns ผู้ดูแลระบบสามารถจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเรคอร์ดต่างๆ ในโซนไฟล์ของเครื่อง Primary DNS Server นี้เท่านั้น

– Secondary zone เป็นการกำหนดให้เซิร์ฟเวอร์เครื่องนี้ทำหน้าที่เป็น Secondary DNS Server หรือ Backup Name Server ของระบบ มีหน้าที่สำรองฐานข้อมูลโซนไฟล์จาก Primary DNS Server และฐานข้อมูล DNS ของ Secondary DNS Server จะเป็นแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read only) ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงต้องมีการทำกระบวนการ “DNS Zone Transfer” จากเครื่อง Primary DNS Server จัดการเรพลิเคตข้อมูลมายังเครื่อง Secondary DNS Server เป็นระยะๆ 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

กรณีที่ระบบ WAN มีลิงก์ความเร็วต่ำ เราสามารถสร้าง Global Catalog Server ขึ้นมาใหม่ เอาไว้สำหรับช่วยงานภายในไซต์ (Site) เพื่อให้ยูสเซอร์สามารถพิสูจน์ตนเองและล็อกออนเข้ามา รวมทั้งการสอบถามข้อมูลที่จำเป็น เครื่อง Global Catalog Server บนโดเมนคอนโทรลเลอร์ A และได้ทำการเรพลิเคตข้อมูลบางส่วนมาเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่นด้วย

ตรวจสอบ Global Catalog

จากที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า Global Catalog Server มีความสำคัญมากตัวหนึ่ง เพราะเป็นตัวตรวจสอบยูสเซอร์นั้นว่าเป็นสมาชิกของ Universal Group ประเภทใด? ให้ทำการพิสูจน์ตนเองและล็อกออนเข้าสู่ระบบได้ เมื่อเราสร้างโดเมนคอนโทรลเลอร์เครื่องแรกที่ติดตั้งฟอเรสต์ เครื่องนี้จะมีหน้าที่เป็น Global Catalog Server โดยปริยาย

การตรวจสอบ Global Catalog Server เริ่มต้นไปที่ Start screen และคลิกไทล์แอพ Active Directory Sites and Services

Operation Masters (FSMO)

ใน Active Directory ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าถึงและอัพเดตข้อมูลบนโดเมนคอนโทรลเลอร์ตัวใดก็ได้ แม้ว่าโดเมนคอนโทรลเลอร์จะถูกตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่าย แต่เมื่อกลับมาเชื่อมต่อในเครือข่ายก็จะเรียกคืนข้อมูลและอัพเดตข้อมูลซึ่งเป็นการถ่ายโอนข้อมูลทั่วฟอเรสต์ เรียกว่า Multi – master update แต่ถ้าผู้ดูแลระบบเข้ามาอัพเดตข้อมูลขัดแย้งกัน ข้อมูลแต่ละชุดก็จะถูกถ่ายโอนไปยังโดเมนคอนโทรลเลอร์ทั้งหมด จึงมีการแก้ปัญหาโดยกำหนดให้มีโดเมนคอนโทรลเลอร์หนึ่งเครื่องมาทำหน้าที่เป็น Operation Masters (FSMOs : Flexible Single – Master Operations)

Active Directory กำหนดให้ Operations Master มี 5 บทบาท คือ Schema master, Domain naming master, Relative identifier (RID) master, Primary domain controller emulator และ Infrastructure master โดยสามารถแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ระดับ คือ Forest – Wide Operation master และ Domain – Wide Operation Roles

Forest – Wide Operation Roles

คือ ทั้งฟอเรสต์ต้อมีโดเมนคอนโทรลเลอร์ 1 เครื่องที่ทำหน้าที่ Schema master และ Domain naming master

– Schema Master : Schema เป็นพาร์ทิชันย่อยที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล Active Directory โดยจะเก็บข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวกับคลาสของออบเจ็กต์เอาไว้ ทำให้ทราบว่าออบเจ็กต์ในแต่ละคลาสมีแอตทริบิวต์เป็นอะไรบ้าง และโดเมนคอนโทรลเลอร์ที่เป็น Schema Master เท่านั้นที่สามารถอัพเดต แก้ไข หรือเปลี่ยแปลงข้อมูลใน Schema Partition ได้ เช่น ถ้าต้องการเพิ่ม ClassSchema หรือ AttributeSchema ใหม่ จะต้อทำใน Schema Master เท่านั้น หลังจากนั้นข้อมูลจะถูกเรพลิเคตไปยังโดเมนคอนโทรลเลอร์ (DC) อื่นบนโดเมน กล่าวโดยสรุปคือ มีหน้าที่ควบคุมการอัพเดต การเปลี่ยแปลงโครงสร้าง Schema ของ Active Directory และที่สำคัญจะต้องมี Schema Master เป็นเพียงเครื่องเดียวในฟอเรสต์นั้น

รู้จักกับ Active Directory Domain Services

หลังจากที่ได้ติดตั้ง Windows Server 2012 R2 บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว ในบทนี้เราจะเริ่มต้นติดตั้ง Server Role ที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเครือข่าย นั่นก็คือ Active Directory Domain Service ที่ทำหน้าที่เป็น Active Directory บน Windows Server

รู้จักกับ Active Directory

ปกติแล้วไดเรกทอรี (Directory) จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการเน็ตเวิร์ก (NOS=Network Operating System)

หรือแอพพลิเคชันนั้นๆ เช่น Exchange ระบบเมล์เซิร์ฟเวอร์, SQL Server ระบบฐานข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ (เป็นการฝังตัวไดเรกทอรีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นเลย) แต่ก็มีปัญหาในการใช้งานคือ ไม่สามารถใช้งานข้ามแพลตฟอร์มกันได้ โดยจะผูกติดอยู่กับผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้นๆ จึงมีการพัฒนาไดเรกทอรีอเนกประสงค์ (General-purpose Directory) ขึ้นมา เพื่อให้สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มร่วมกันได้ (ทั้งระบบปฏิบัติการและแอพพลิเคชัน) รวมทั้งระบบความปลอดภัยด้วย กล่าวคือ ไดเรกทอรีอเนกประสงค์จะต้องมีมาตรฐานและความยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับไดเรกทอรีจากผลิตภัณฑ์อื่นด้วย มีการแบ่งไดเรกทอรีอเนกประสงค์เอาไว้ 3 กลุ่มด้วยกันคือ ระดับของระบบปฏิบัติการเน็ตเวิร์ก (NOS), ระดับเอนเตอร์ไพรซ์ และระดับไดเรกทอรีระดับอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ซึ่ง DNS (Domain Name System) ถือได้ว่าเป็นไดเรกทอรีเซิร์ฟเวอร์รุ่นแรกที่เก็บรวบรวมไอพีแอดเดรส ชื่อโฮสต์ และโดเมนของเครื่องคอมพิวเตอร์เอาไว้ แต่ไม่ได้เก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับยูสเซอร์ หน่วยงาน ทรัพยากร องค์กร เซอร์วิสต่างๆ รวมทั้งแอพพลิเคชันไว้ ทำให้ไม่สามารถค้นหาข้อมูลเหล่านี้ได้ DNS จึงต้องทำงานร่วมกับไดเรกทอรีอื่น เช่น LDAP

องค์กรรับรองมาตรฐาน ITU (International Telecommunication Union)

และ ISO ได้ทำการออกแบบพัฒนาไดเรกทอรีเอาไว้ 3 ชนิดคือ DNS, X.500 และ LDAP (Lightweight Directory Access Protocol) โดยเฉพาะ X.500 ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1988 แต่เนื่องจากมีความซับซ้อนมากและใช้งานยาก ทาง IETF (Internet Engineering Task Force) จึงได้พัฒนา LDAP ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1990 โดยในช่วงแรกนั้น LDAP ยังเป็นเซ็ตย่อยของ X.500 แต่ไม่นาน IETF ได้แยกการพัฒนา LDAP ออกมาต่างหาก

ประมาณปี ค.ศ. 1996 ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Microsoft, Novell, Netscape, IBM เริ่มไม่มั่นใจ X.500 แล้วหันไปสนใจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานของ LDAP แทน และในปี ค.ศ. 1997 ทาง IETF ได้ประกาศเวอร์ชันของ LDAP V2 (RFC 1777) และ LDAP V3 (RFC 2251) ออกมา

หลังจากนั้น Microsoft ได้นำแนวคิดจาก LDAP มาพัฒนาต่อยอด จนปี 1999 Microsoft ได้เปิดตัว Active Directory ใน Windows Server 2000 ซึ่ง Active Directory จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมออบเจ็กต์และทรัพยากรต่างๆ บนระบบเน็ตเวิร์กเอาไว้ (ออบเจ็กต์เหล่านี้คือ ยูสเซอร์ เครื่องพิมพ์ ไฟล์เอกสาร อีเมล์แอดเดรส) นอกจากนี้ Active Directory ยังจัดเก็บคุณสมบัติ (Attributes) ของออบเจ็กต์และทรัพยากรนั้นไว้ เพื่อให้ยูสเซอร์สามารถเข้ามาค้นหาออบเจ็กต์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล 

ทำความสะอาด และซ่อมแซมรีจิสตรี้รีจิสตรี้มีส่วนสำคัญมากๆ โดยจะเก็บค่าต่างๆ

ของวินโดวส์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Control Panel, User Interface, Computer Management, Driver, SAM และอื่นๆ เป็นต้น

 

สำหรับรีจิสตรี้เองคุณสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ

ผ่านรีจิสตรี้ได้โดยตรง แต่มีคำเตือนห้ามปรับแต่งรีจิสตรี้เอง ถ้าหากคุณไม่มีความรู้มากพอในการแก้ไข หรือปรับแต่งรีจิสตรี้ เพราะไม่เช่นนั้นวินโดวส์ตัวโปรดของคุณอาจพังหรือบูตไม่ขึ้นก็เป็นได้ โดยปกติแล้วกระบวนการทำงานของรีจิสตรี้แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ

1. การเพิ่มค่ารีจิสตรี้ คือกระบวนการติดตั้งโปรแกรม (ProgramsInstallation), การอัพเดตแพทช์วินโดวส์ (Windows Update),การปรับแต่งค่าวินโดวส์ (Windows Setting), คอมฯ ติดมัลแวร์ (MalwareInfection) และอื่นๆ

2. การลบค่ารีจิสตรี้ คือกระบวนการถอนการติดตั้งโปรแกรม (ProgramsUninstallation), การลบแพทช์วินโดวส์ (Patch Delete), การเรียกคืนวินโดวส์(Windows Restore), การกำจัด หรือลบมัลแวร์ (Malware Delete) และอื่นๆ

ดังนั้นถ้าหากกระบวนการทำงานข้างต้นเกิดข้อผิดพลาดขึ้นส่งผลให้รีจิสตรี้เกิดความเสียหายได้ ตัวอย่างเช่นการถอนการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ถูกวิธีออกจากคอมพิวเตอร์ก็ทำให้ค่ารีจิสตรี้บางค่าไม่ถูกลบออกจากรีจิสตรี้ซึ่งค่ารีจิสตรี้ส่วนนี้ก็จะเป็นแค่รีจิสตรี้ขยะ หรือที่แย่ไปกว่านั้นรีจิสตรี้ขยะกลายเป็นรีจิสตรี้เออเรอร์ (Registry Error)

โดยรีจิสตรี้เหล่านี้จะเป็นภาระอันแสนหนักอึ้งของคอมพิวเตอร์ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้า วินโดวส์พังอีกด้วยไฟล์ข้อมูล และรีจิสตรี้ไม่ได้ถูกจัดเรียง

ไฟล์ข้อมูลไม่ได้ถูกจัดเรียง หรืออยู่แบบกระจัดกระจาย

เกิดจากการที่คุณเก็บไฟล์ข้อมูลไม่เป็นหมวดหมู่ และการลบไฟล์ข้อมูลเพราะทุกครั้งที่มีการเก็บ และลบไฟล์ข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์โดยพื้นที่ฮาร์ดดิสก์มีโครงสร้างเก็บไฟล์ข้อมูลเป็นแบบเซ็กเตอร์ (Sector)ซึ่งการเก็บไฟล์ข้อมูลแต่ละไฟล์จะถูกเก็บบนเซ็กเตอร์แต่ละเซ็กเตอร์เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ ตามขนาด Cluster Size หรือขึ้นอยู่กับระบบไฟล์ที่ถูกใช้งาน ตัวอย่างเช่น FAT,FAT32 และ NTFS เป็นต้น